อุตสาหกรรมการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา

ในอดีตไม้ยางพาราถือเป็นผลพลอยได้จากการผลิตยางของเกษตรกร ชาวสวนยางมักโค่นต้นยางและเผาทิ้งเมื่อต้นยางมีอายุมากและให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ประกอบกับโรงงานแปรรูปไม้ไม่นิยมรับซื้อไม้ยางพารา เพราะมีลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน ความทนทานตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ หลังจากโค่นต้นยางแล้ว ต้องนำไปแปรรูปทันที เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหายจากแมลงและราที่สามารถเข้าทำลายเนื้อไม้ได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากไม้เนื้อแข็งที่มีคุณสมบัติดีกว่าและหาได้ง่าย เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลได้ให้สัมปทานป่าไม้ จึงมีวัตถุดิบจากไม้ป่าจำนวนมาก เช่น ไม้สัก ประดู่ มะค่าโมง

ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากไม้ยางพาราจึงมีน้อย หรือมีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก เช่น นำไปทำเชื้อเพลิง พาเลส ลังไม้ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2532 รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดปิดป่าเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้ไม้ป่าเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ ต้องหันมาใช้วัตถุดิบชนิดอื่นทดแทน ประกอบกับมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีแปรรูปไม้ สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของไม้ได้มากขึ้น ทั้งปีกไม้ กิ่งก้าน รากไม้ รวมทั้งกระแสการอนุรักษ์ป่าไม้ของโลกเพื่อลดภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดความร่วมมือทางการค้าในการกีดกันหรือลดการส่งออกไม้ป่า ไม้เศรษฐกิจที่สามารถปลูกทดแทนได้ เช่น ไม้ยางพารา จึงเข้ามามีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2553 มูลค่าการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารามีทั้งสิ้น 36,552 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีมูลค่าส่งออก 29,084 ล้านบาท ถึงร้อยละ 25.68

ปริมาณไม้ยางพาราของไทยที่ออกสู่ตลาดนั้น มาจากพื้นที่ปลูกแทนยางประมาณปีละ 250,000 ไร่ การตัดโค่นไม้ยางพาราในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ไม้ยางพาราประมาณไร่ละ 38 ลูกบาศก์เมตร (สถาบันวิจัยยาง,2554) ดังนั้นคิดเป็นปริมาตรไม้ปีละ 9.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเห็นว่าไทยมีวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างเพียงพอ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ 3 ส่วนด้วยกันได้แก่

1) อุตสาหกรรมต้นน้ำ ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา นายหน้าหรือผู้ประกอบการรับจ้างโค่นยางและขนส่งไม้ยางพารา

2) อุตสาหกรรมกลางน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจแปรรูปไม้ยางพารา เช่น โรงเลื่อยไม้ โรงอบไม้ โรงงานผลิตชิ้นไม้อัดและแผ่นใยไม้อัด
โรงเลื่อยไม้ เป็นโรงงานที่ทำหน้าที่ตั้งแต่การโค่นต้นยางเพื่อนำเอาไม้ซุงมาแปรรูปในโรงงาน โดยเลื่อยไม้ให้มีขนาดต่างๆกันตามที่ต้องการ จากนั้นนำเข้ากระบวนการอัดน้ำยาเคมีหรือจุ่มน้ำยาเคมีเพื่อกำจัดมอดหรือแมลง ไม้แปรรูปที่ผ่านกระบวนการทางเคมีแล้ว จะถูกนำไปอบแห้งในห้องอบเพื่อให้มีความชื้นในเนื้อไม้ร้อยละ 8-12 สาเหตุที่ไม่ให้ไม้แห้งสนิทเพื่อให้สัมพันธ์กับความชื้นในอากาศ จะไม่ทำให้เกิดการบิดตัวหรือคดงอ
โรงงานผลิตไม้อัดประสานหรือไม้ชิ้นส่วน โรงงานประเภทนี้จะซื้อไม้ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งแล้วมาคัดขนาด ตัดและขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนขั้นต้น นำไม้ท่อนสั้นมาต่อให้เป็นไม้ท่อนยาว และนำไม้ท่อนมาอัดประสานให้เป็นไม้แผ่น นอกจากนี้โรงงานบางแห่งอาจผลิตเป็นชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปหรือผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่มีโครงสร้างง่ายๆ

3) อุตสาหกรรมปลายน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องเรือนและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากไม้ยางพารามากที่สุด และมีการแข่งขันกับต่างประเทศค่อนข้างมาก คู่แข่งขันที่สำคัญของไทย ได้แก่ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า นอกจากนี้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ของไทยยังมีปัญหาอุปทาน (ผลผลิต) ไม้ยางไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐและงบประมาณในการให้เงินทุนสงเคราะห์ของสำนักกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ที่สำคัญขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือปีใดที่ราคายางสูง ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการผลิต เกษตรกรจะโค่นยางน้อยลงหรือยืดระยะโค่นยางออกไป ส่งผลให้จำนวนพื้นที่ปลูกแทนของสกย.ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ปีใดที่ราคายางตกต่ำ ความต้องการโค่นยางของเกษตรกรจะมีมาก อุปทานยางจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้บางครั้งผู้ผลิตไม้แปรรูปนิยมส่งออกไปต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าขายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ไม้มีความยุ่งยากในการบริหารจัดการวัตถุดิบและการวางแผนด้านการตลาด อย่างไรก็ตามคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์ไม้ไทยได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก และยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากไทยยังมีข้อได้เปรียบจากไม้ยางพาราในประเทศซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญ แต่ต้องพัฒนาการออกแบบและสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน รวมทั้งแสวงหาโอกาสจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น

ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ไม้และวิธีการดูแลรักษาความสะอาด

6

เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ประดู่หรือไม้ตะเคียนทองโดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้สำหรับ เฟอร์นิเจอร์ใหม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง) และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอ แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษให้เช็ดด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าขนหนูสะอาดแบบแห้งๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่จะดีกว่า

ปัจจุบันมี ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ออกมาขายด้วย ทั้งแบบสเปรย์และแบบครีม ซึ่งใช้ง่าย มีกลิ่นหอม ทั้งยังบำรุงผิวไม้ไปพร้อมกับการทำความสะอาดแต่อย่าใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือแอลกอฮอลล์กับไม้เด็ดขาดหรืออาจใช้น้ำยาขัดเงาแบบสำเร็จรูปฉีด แล้วทิ้งให้แห้งหากมีร้อยเปื้อนมากๆให้ทำการขัดออกด้วยกระดาษทราย ทาด้วยขี้ผึ้ง แล้วขัดออกด้วยผ้าแห้งโดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงจุดวางที่มีแดดแรงๆ เพราะจะทำลายสีของไม้ หลังจากทำความสะอาดแล้วให้ลงน้ำมันบำรุงผิวอีกทีคราบสกปรกจากน้ำ (หลังจากวางแก้วน้ำบนโต๊ะไม้นานๆ) ก็เป็นปัญหากวนใจ วิธีแก้ไขคือ เช็ดน้ำให้แห้งสนิท จากนั้นใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสถูลงบนรอยนั้น รอยด่างเป็นดวงๆจะจางไป และถ้าเนื้อไม้มีรอยขีดข่วน ให้ลองใช้ยาขัดรองเท้าสีใกล้เคียงกับเฟอร์นิเจอร์ทาลงบนรอยนั้น

การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้ออ่อน (เช่น ไม้ไผ่หรือหวาย)โดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ใช้แปรงหรือไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นออกใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง) และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอควรฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันมอด แล้วนำมาตากแดดไม่ควรนำมือที่เปียกหรือวางวัสดุที่มีความชื้นบนพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ เพราะจะทำให้เกิดรอยด่าง แต่ถ้ามีรอยเปื้อนมากๆ ให้ทำการเช็ดด้วยน้ำส้มสายชูกับน้ำอุ่นให้ทั่ว แล้วขัดด้วยขี้ผึ้ง

นวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากไม้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ในปัจจุบันได้มีการใช้ไม้ในอัตราที่สูงขึ้น แต่ก็พบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ไม้บิด ไม้แตก สีไม้ไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ ทำให้การใช้ประโยชน์จากไม้ไม่ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ได้มีการคิดค้นในนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น

1.  การพัฒนาเตาอบไม้แบบประหยัด
เนื่องจากปัญหาของการใช้ประโยชน์จากไม้คือ เรื่องของความชื้นซึ่งความชื้นในเนื้อไม้ถ้ามีมากเกินไป เมื่อนำไปใช้งานก็จะเกิดการหดตัวแต่ถ้าความชื้นของเนื้อไม้มีน้อยเกินไป   เมื่อนำไปใช้งานก็จะเกิดการขยายตัวซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของการใช้ประโยชน์จากไม้
ดังนั้นในการนำไม้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้นจะต้องผ่านการอบไม้ให้มีความชื้นเท่ากับความชื้นสมดุลที่จะนำไปใช้งาน ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาการยืดและหดตัวของเนื้อไม้

แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันนี้ในการอบไม้นั้นจะมีเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่ เนื่องจากเตาอบไม้นั้นมีการลงทุนสูงต้องใช้ Boiler เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนทำให้ต้องลงทุนประมาณ 1-3  ล้านบาท และค่าก่อสร้างห้องอบไม้ขนาดประมาณ 700  ลบ.ฟุต ห้องละ 300,000 บาท เนื่องจากมีอุปกรณ์ในการควบคุมยุ่งยาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 4  ล้านบาท นอกจากนี้อัตราการใช้เชื้อเพลิงก็สูงทำให้อุตสาหกรรมไม้ขนาดกลาง – เล็ก ไม่สามารถที่จะลงทุนได้

การทำให้ไม้แห้งนั้นมีปัจจัยที่สำคัญอยู่  3  ปัจจัยคือ
– ความร้อน
– ความเร็วลม
– ความชื้นสัมพัทธ์
ทำให้ทีมงานจึงมีแนวความคิดที่จะทำเตาอบไม้แบบประหยัด เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมไม้ขนาดกลาง – เล็ก โดยพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดความร้อนและการลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงให้น้อยลง

2.  การป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้ / การคงสีธรรมชาติของไม้ยางพาราโดยสาร PEG
ในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ของประเทศไทย ได้นำไม้ยางพารามาใช้มากกว่า 80% แต่ได้พบปัญหาในการใช้คือ สีของไม้ยางพาราจากสีขาวเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน ทำให้เกิดปัญหาในการทำสีต้องมีการฟอกสี ทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนในการทำงานและน้ำยาฟอกสีก็มีผลอันตรายต่อพนักงาน นอกจากนี้ยังไม่ได้สีธรรมชาติของไม้และที่สำคัญยังเป็นการป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้อีกด้วย แนวความคิดในการที่จะคงสีของไม้ยางพาราให้เป็นสีขาวธรรมชาติ โดยไม้ต้องใช้น้ำยาฟอกสี เพื่อให้สะดวกในการทำงานและการป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้

3.  การใช้ประโยชน์จากวัสดุทางการเกษตร
ทรัพยากรป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งของประเทศ ที่มีผลต่อสภาวะสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นหากมีการสูญเสียในทรัพยากรป่าไม้มากเท่าไร ก็ย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าจากสภาวะวิกฤตจากภัยธรรมชาติในปัจจุบัน ซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญก็สืบเนื่องมาจากการลดลงอย่างรวดเร็วของพื้นที่ป่าไม้  ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็วนั้น นอกจากจะเกิดจากการบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่ป่าไม้เพื่ออยู่อาศัยทำกินแล้ว ยังเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกินกำลังการผลิตของป่า เพื่อนำไม้ธรรมชาติออกมาใช้ประโยชน์ให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของประชากร และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ภาวการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ควรรีบเร่งแก้ไข และหาแนวทางปกป้องสภาพป่าไม้ให้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และอนุรักษ์สภาพป่าไม้ที่เหลืออยู่เพียง 86 ล้านไร่ หรือประมาณ 26% ของพื้นที่ประเทศให้คงอยู่ต่อไปได้

การใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่มีมากในประเทศไทย ดังนั้นการนำวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร จะเป็นวิธีการที่สามารถปกป้องป่าไม้ไว้ได้ เพราะนับวันปริมาณการบริโภคไม้สูงขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคไม้ของประเทศไทยมีมากกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  ซึ่งเป็นไม้ที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ถึง 75%  ของการบริโภคไม้ในประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าสามารถนำวัสดุเศษเหลือจากอุตสาหกรรมที่สกัดสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบทดแทนไม้จากธรรมชาติได้แล้ว ก็จะมีผลดีต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ ลดมูลค่าการนำเข้าไม้จากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าของวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร และที่สำคัญยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชทางเกษตรได้ครบวงจร

ไม้พาเลทหรือลังพาเลทนั้นจะเป็นชั้นไม้ที่ไว้สำหรับจัดเรียงสินค้าตามโรงงาน

7

เฟอร์นิเจอร์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง ที่สามารถเติมเต็มคำว่าบ้านหรือที่อยู่อาศัยให้เป็นที่ที่สมบูรณ์ได้ ทั้งในเรื่องของความสวยงาม และอำนวยความสะดวกภายในบ้าน และใช่ว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นจะต้องเป็นของแพงหรือมียี่ห้อเสมอไป เพราะเรื่องของการตกแต่งน่าจะมาจากความชอบจริงๆ ของเจ้าของมากกว่า ว่าจะชอบในรูปแบบสไตล์ไหน  ซึ่งในปัจจุบันจะสังเกตได้ว่าการตกแต่งอะไรสักอย่างหนึ่ง มันจะมีความเป็นสมัยใหม่และร่วมสมัยอยู่มากและก็เน้นไปทางการ DIY เพื่อที่จะให้เจ้าของได้ใช้ความคิดในการออกแบบและบ่งบอกสไตล์ของตัวเอง

ไม้พาเลทหรือลังพาเลทนั้นจะเป็นชั้นไม้ที่ไว้สำหรับจัดเรียงสินค้าตามโรงงาน เพื่อให้เวลาขนย้ายสิ่งของทำให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นและสินค้าจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนในระหว่างที่ทำการขนส่งเคลื่อนย้ายออกไป ซึ่งไม้พาเลทเองนั้น จะมีความหลากหลายทั้งในเรื่องของคุณภาพของเนื้อไม้ ทั้งไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็ง หรือเป็นไม้มาจากต้นไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ไม้สน ไม้เบิร์ก ไม้ฉำฉา เป็นต้น ซึ่งจะมีคุณภาพในการใช้งานไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าจะซื้อมาทำอะไรก็ต้องมีการดูแลรักษาเนื้อไม้กันก่อนที่จะนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น  ซึ่งถ้าใครไม่ถนัดในเรื่องการดูแลรักษาไม้แล้วล่ะก็ อาจจะต้องไปหาซื้อแถวท่าเรือหรือโรงงานใหญ่ๆ ก็จะมีให้เห็น บางร้านมีการลงน้ำยากันปลวก รักษาเนื้อไม้กันไว้ให้บ้างแล้ว

ส่วนใครที่อยากได้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำเองสักชิ้น และมีต้นทุนไม่มากไม้พาเลทถือเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะมีราคาไม่สูงมากนัก ชิ้นนึงราคาเฉลี่ยตกอยู่ประมาณชิ้นละ 200-900 บาท แล้วแต่แหล่งหรือขนาดของชั้นพาเลท นั้นๆ ส่วนไอเดียเรื่องที่ว่าจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์อะไรได้บ้างนั้นต้องบอกเลยค่ะว่าเยอะมากอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ การดัดแปลงนำไปใช้ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ตู้ ลิ้นชัก โต๊ะ โชฟา ทำได้หมด ซึ่งวันนี้เราก็มีไอเดียสวยๆ มาให้เป็นตัวอย่างกันค่ะ โต๊ะกลางที่ทำจากชั้นไม้พาเลททั้งชิ้น นำมาขัดและทาสีที่มีสีสันสดใส และนำมาติดลูกล้อ วางแผ่นกระจกลงไปด้านบน ก็จะได้โต๊ะที่แสนน่ารัก ที่สามารถนำมาจัดวางไว้ในห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือจะไว้สำหรับนำไปตกแต่งในร้านอาหาร ให้บรรยากาศชิลๆ ก็ได้ค่ะ

ข้อดีของการสร้างบ้านด้วยไม้เมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ

การสร้างบ้านด้วยไม้มีความแข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะไม้สนเหลือง ที่มีความหนาแน่นที่สุดในตระกูลไม้สน การผุกร่อนจากเชื้อราจะน้อย และยังป้องกัน ปลวก มอด แมลงต่างๆ โดยไม่ทำให้ไม้เสียหาย มีคุณสมบัติตามธรรมชาติของไม้ ทำให้อายุการใช้งานไม้ยาวนานกว่า 50 ปี นอกจากนี้ยังไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

ข้อดีของการนำไม้มาทดแทนวัสดุอื่น มีดังนี้

1.ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม้เป็นสิ่งที่นำมาทดแทนวัสดุอื่นได้ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย และสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นเรื่อยๆถ้ามีการปลูกป่าทดแทนอยู่เสมอ อีกทั้งยังช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซน์และผลิตออกซิเจนมากขึ้น

2.การก่อสร้างด้วยไม้ทำให้เกิดมลภาวะต่ำกว่าการก่อสร้างด้วยวัสดุอื่น เช่น เหล็ก คอนกรีต เพราะใช้ไม้พลังงานแค่ 350 KWH/M3

3.ไม้สามารถดูดซับเสียงได้ดี เพราะอัตราความเร็วของคลื่นเสียงที่ผ่านไม้มีค่าที่ต่ำกว่าวัสดุก่อสร้างอีกหลายประเภท และไม้สนยังใช้ในสถานที่แสดงดนตรี หรือผนังโบส์อีกด้วย

4.ช่วยกระจายความร้อน มีการนำความร้อนที่ต่ำ ทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้ามาได้ยาก และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศได้ ซึ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้น

5.ปลอดภัยจากอันตรายเมื่อไฟไหม้ โครงสร้างไม้จะพังทลายได้ยากกว่าวัสดุอื่นๆ แม้ไม้จะเป็นเชื้อเพลิงก็ตาม เพราะไม้จะมีคุณสมบัติที่รักษาความแข็งแรงขณะเกิดการเผาไหม้ได้ดี หากเปรียบเทียบกับโครงสร้างเหล็กจะไม่สามารถรักษาความแข็งแรงได้ดีเทียบเท่า

6.เป็นฉนวนไฟฟ้า ไม้มีคุณสมบัติเป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้าได้ดี หากสังเกตทั่วไปบางประเทศยังใช้ไม้ในการทำเสาไฟฟ้าในที่ต่างๆ

7.ช่วยประหยัดค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง เนื่องจากงานก่องสร้างด้วยโครงสร้างไม้ใช้เวลาทำที่สั้นกว่างานก่อสร้างแบบคอนกรีต และยังประหยัดค่าลงทุนกับเครื่องมือที่ใช้สำหรับงานไม้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ราคาไม่แพง ทำให้ลดต้นทุนในการใช้เครื่องมือก่อสร้างได้ อีกทั้งไม้ยังประหยัดค่าใช้จ่ายระหว่างการก่อสร้างได้อีกมาก และประหยัดพลังงานเนื่องจากวัสดุไม้มีคุณสมบัติทางธรรมชาติที่เป็นฉนวนกันความร้อน ทำให้ลดต้นทุนของการใช้วัสดุกันความร้อน